วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

ข้าวกล้องทำมือสันมะค่า


”“อำเภอป่าแดด” จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียง ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดี เคยได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดพันธุ์ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว 17 จังหวัดภาคเหนือ


"ตำบลสันมะค่า” อยู่ในอำเภอป่าแดด ประชากรร้อยละ 95 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาเป็นหลัก ปีละ 2 ครั้ง

ผู้สูงอายุในตำบลสันมะค่าได้รวมตัวกันก่อตั้ง “ชมรมผู้สูงอายุตำบลสันมะค่า”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมกลุ่มกันประกอบกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม

ในระยะเริ่มต้น “ชมรมผู้สูงอายุตำบลสันมะค่า”เป็นกลุ่มกิจกรรมจัดทำผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน แต่ต่อมาได้เลิกกิจกรรมไปเพราะการทำเครื่องจักสาน ต้องใช้แรงตัดไม้ไผ่ในป่า นอกจากไม่เหมาะสมกับ วัยผู้สูงอายุแล้ว ปัญหาอีกประการหนึ่ง ก็คือไม้ไผ่ป่าเริ่มหายาก อีกทั้งทุกชุมชนในละแวกนี้ ล้วนมีผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจำหน่าย ทำให้ขายได้ยาก

กลุ่มผู้สูงอายุได้มองเห็นความสำคัญของปัญหา จึงได้เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่รวมกลุ่มจัดทำกิจกรรมผลิตข้าวกล้องหอมมะลิทำมือตำแบบโบราณ โดยใช้ครกกระเดื่อง เป็นการออกกำลังกายและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง อีกทั้งส่งผลทางด้านจิตใจสร้างความภาคภูมิใจที่สามารถใช้ภูมิปัญญาสืบทอดและรักษาไว้ซึ่งจารีตประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน

จึงนับว่ากลุ่มผู้สูงอายุเดินมาถูกทางที่ไม่ยอมอยู่เฉยๆหากิจกรรมมาทำคือการทำข้าวกล้องทำมือจากเมล็ดข้าวพันธุ์ดี ที่ทางเทศบาลตำบลสันมะค่าร่วมกับศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรเน้นการส่งเสริมให้ปลูกข้าวในพื้นที่นาเพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคุมคุณภาพ และปลอดสารเคมี

จากข้อมูลปี พ.ศ.2553 การตรวจระดับสารเคมีในเลือดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลสันมะค่า ประชากรจำนวน 1,000 คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม พบว่าร้อยละ 72 มีระดับสารเคมีในเลือดอยู่ในระดับสูง ดังนั้นกลุ่มผู้สูงอายุจึงหันมา ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ที่อิงอยู่กับธรรมชาติ การกระทำกิจกรรมอย่างสมดุลในทุกช่วงชีวิตและการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมรอบข้าง ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและคุณค่าในตนเองอย่างมหาศาล

จึงได้แต่หวังว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นรายได้ต่อหัวประชากร จะไม่ทำให้ความรัก... ความศรัทธา...กับ สิ่งเล็กๆในธรรมชาติและวัฒนธรรมของคนที่นี่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนเกินไป



มารู้ภาษานิเวศกันถอะ

ภาษานิเวศ (Ecological Literacy หรือ Eco-literacy)


ภาษานิเวศ เน้นความสามารถที่จะเข้าใจระบบต่างๆ ของธรรมชาติที่ได้โอบอุ้มชีวิตต่างๆ บนโลกใบนี้ การรู้ภาษานิเวศจึงหมายถึงการเข้าใจหลักเกณฑ์การจัดองค์กรของชุมชนนิเวศแบบต่างๆ ที่เรียกว่า “ระบบนิเวศ” และนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปสร้างสรรค์ชุมชนมนุษย์ที่อยู่อย่างยั่งยืน

สังคมที่รู้จักภาษานิเวศ เป็นสังคมยั่งยืนที่เข้าใจดีว่าจะอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่ชาวพวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยโดยไม่ทำลายได้อย่างไร

การรู้ภาษานิเวศจึงเป็นเรื่องของการเข้าใจและการปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดองค์กรของระบบนิเวศต่างๆ เพื่อให้เกิดความรู้ว่าจะสร้างสังคมที่ยั่งยืนได้อย่างไร

ภาษานิเวศได้ผนวกรวมศาสตร์ที่ว่าด้วยระบบต่างๆ เข้าด้วยกันกับนิเวศวิทยา ในการผนวกรวมศาสตร์ทั้งสองด้านดังกล่าวจึงต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้อย่างซาบซึ้งทั้งกับธรรมชาติ และบทบาทมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ

การคิดเป็นระบบ (Systems thinking) คือการตระหนักรู้ว่าโลกทั้งผองเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน หาใช่เป็นการรวบรวมส่วนประกอบแต่ละอย่างเข้าด้วยกันไหม

พริตจ๊อบ คาบรา ได้กล่าวไว้ว่า ในหลายสิบปีข้างหน้า การอยู่รอดของมนุษย์ชาติจะขึ้นอยู่กับการเข้าใจภาษานิเวศของเรา เราต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของนิเวศวิทยาเพื่อที่จะอยู่กับมันได้ นั่นคือ ภาษานิเวศต้องกลายเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักการเมือง ผู้นำธุรกิจและนักวิชาชีพทุกสาขา

เดวิด ออร์ ได้ระบุถึงเป้าหมายภาษานิเวศว่า “ภาษานิเวศ ถูกสร้างขึ้นมาจากความตระหนักว่า ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ สะท้อนถึงความเสื่อมถอยของจิตใจที่เกิดขึ้น ก่อนหน้าจึงเป็นปัญหาใหญ่ของสถาบันต่างๆ ที่มุ่งยกระดับจิตใจ หรืออีกนัยหนึ่ง วิกฤตนิเวศน์ ก็คือ วิกฤตการศึกษานั่นเอง การศึกษาทั้งมวลเป็นการศึกษาสภาพแวดล้อมว่าจะให้เด็กๆเป็นส่วนหนึ่ง หรือ แยกส่วนออกจากโลกธรรมชาติ” เขาเน้นย้ำอีกว่าการเข้าใจภาษานิเวศน์ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญสาขาวิชาใดๆ แต่เป็นการสร้างสรรค์ถักทอสายใยอย่างมีความหมายระหว่างการใช้สมองคิด การลงมือทำและการทุ่มเททั้งหัวใจ

                       ที่มา:จากข้อเขียน David W.Orr และ Capra

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

เที่ยวถ้ำพระยานคร นอนปราณบุรี

ถ้ำพระยานคร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
















ขึ้นเริอไปถ้ำ










ภายในถ้ำพระยานคร







วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ลูกมะกลิ้งพืชสมุนไพร















                 ลูกมะกลิ้ง ภาษาปกาเกอะญอเรียกว่า ดะเซซา เป็นไม้เถา  มีลูกขนาดส้มโอ เมล็ดมีน้ำมันมาก เปลือกมีความขมมากสุดๆ ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคผิวหนังได้หลายชนิด สมัยโบราณใช้เป็นส่วนหนึ่งของสมุนไพรที่ใช้ในการแช่อาบเพื่อทำให้ร่างกายคงกะพัน มีดฟันแทงไม่เข้า เมล็ดสุกรับประทานได้  ผมไปพบที่บ้านหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา   เป็นหมู่บ้านชนเผ่าปกาเกอะญอ (กระเหรี่ยง)ชาวบ้านนำมายำกับหนอไม้กินกัน หมู่บ้านหินลาดใน เป็นหมู่บ้านที่รักษาป่าได้อุดมสมบูรณ์มาก











วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

งานศพที่เวียงจันทร์

วันที่ 29 กค. 2554 ผมกับคณะ ออกเดินทางไปร่วมงานศพของพ่ออุ่นเรือน ที่เวียงจันทร์  ออกจากลำพูนเวลา ตี4 ไปถึงอุดร แล้วข้ามไปเวียงจันทร์ 4 เย็นเข้าทีพักแล้วเข้าไปเครพศพผู้ตาย

















หมายกำหนดการที่เขียนไว้ในการเสียศพวันใหนบ้างซึงพอจะอ่านออกได้บ้างว่า
จะเผ่าศพวันใหน ลองอ่านดูนะครับ

กล้วยไม้แสนสวย



                                                                                                                                                                              
กล้วยไม่สีขาวสะอาดตาดอกนี้ไม่รู้ชื่อว่าอะไรนะเห็นมันสวยดีเลยถ่ายมาให้ดู ใครรู้จักช่วยบอกที
การที่เราได้ชมดอกไม้ ทำให้จิตใจเราสดชื่นอย่าง
บอกไม่ถูก ท่านมีความเห็นตามผมไหมครับ

ลูกมะขมหรือ (บ่าขม)




ลูกมะขมหรือ (บ่าขม)ที่ชาวบ้านปาเกอญอเรียกตามภาษาท้องถิ่นมีลักษณะลำต้นสูงเต็มที่ 5-6 เมตรมีกิ่งก้านขยายใบคล้ายใบชา  แต่ไม่ค่อยผลัดใบเป็นพืชเศรษฐกิจในชุมชน
จะออกดอกช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ทุกปีชอบขึ้นตามป่าดงดิบธรรมชาติ

            ผลโตเต็มที่จะหล่นลงดินตามธรรมชาติจึงค่อยเก็บนำมากะเทาะเปลือกเอาเมล็ดออก  เมล็ดคล้ายๆลูกเกาลัด นำมาต้มยิ่งนานยิ่งดี  เด็กๆบนดอยจะชอบกินแทนขนม รสชาติจะออกหอมมัน  ผู้เฒ่าผู้แก่จะนำมาต้มกินกับข้าวเหนียวร้อนๆ อาหารมื้อนั้นสุดแสนวิเศษเลยทีเดียว

            ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ตำบลแม่โป่ง อำเภอเวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงราย จะเก็บลูกมะขมที่ร่วงหล่นจากต้นจากป่าอนุรักษ์ของชุมชน  นำมาขายให้กับพ่อค้าในเมืองที่เข้ามารับซื้อถึงที่ “ลูกมะขม”นอกจากต้มกินได้ก็ยังสามารถนำไปเข้าเครื่องยาแผนโบราณได้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับราคาที่พ่อค้ารับซื้อตกราคากิโลกรัมละ 24บาทชุมชนจะมีรายได้ปีละ 100,000บาทขอย้ำปีละหนึ่งแสนบาท เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ที่พื้นที่ป่าชุมชนอื่นไม่ควรมองข้าม


photolee

photolee
Thawat Palee